แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญาตะวันตก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญาตะวันตก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ฟรีดริช นิตเช่



ประวัติและผลงานของฟรีดริช นิตเช่


ประวัติของนิตเช่


ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิตเช่ (Friedrich Wihelm Nietzsche : 1844 – 1990) เกิดเวลาประมาณ 10 นาฬิกาของวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1844 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อรอคเคน เมืองไลพ์ซิก แคว้นแซกโซนี ประเทศเยอรมันนี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันประสูติของพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 5 กษัตริย์แห่งปรัสเซีย ขณะมีพระชนมายุ 49 พรรษา ชื่อนิตเช่จึงได้รับการตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์ อันเป็นการถวายพระเกียรติและแสดงออกถึงความจงรักภักดี

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จอห์น ล็อค


จอห์น ล็อค

( John Locke, 1632 – 1704 )


ล็อคเป็นนักปรัชญาลัทธิประสบการณ์นิยมคนหนึ่งของอังกฤษที่มีชื่อเสียงมาก ท่านเกิดที่ชอมเมอร์ เซ็นเชอร์ ( SommerSetshir) เข้าเรียนหนังสือระดับมัธยมศึกษาที่เวสต์มินสเตอร์และเรียนปรัชญาที่ออกซฟอร์ด จบออกมาแล้วได้เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษากรีกวาทศิลป์และปรัชญา อาชีพของท่านได้แตกต่างจากอาชีพของบิดาที่เป็นทนายความ


ต่อมาล็อคสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์และศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะสาขาแพทย์ จนสำเร็จเป็นแพทย์คนหนึ่ง ปี ค.ศ. 1667 อยู่กับลอร์ด แอชลี ( Lord Ashley ) ในฐานะเลขานุการส่วนตัว และในช่วงเวลานี้ได้ถกเถียงกันกับเพื่อนๆเรื่องปัญหาพื้นฐานทางศีลธรรมและศาสนาพบปัญหาว่า ต้องแก้ปัญหาทางญาณวิทยาให้ได้เสียก่อน จึงคิดหาทางปรับปรุงญาณวิทยา คิดอยู่นานถึง 7 ปี พบทางออกของปัญหาและเขียนหนังสือชื่อ An Essay Concerning Human Understanding (เรียงความเกี่ยวกับความเข้าใจมนุษย์) ซึ่งเป็นญาณวิทยาที่ตรงข้ามกับลัทธิเหตุผลนิยมของเดส์การ์ต ปี ค.ศ. 1684 ถูกเนรเทศไปอยู่ฮอลแลนด์เนื่องจากลอร์ด แอชลี ถูกโค่นและกลับอังกฤษอีกในปี ค.ศ. 1689 และอยู่กับเซอร์แมชัม จนถึงแก่กรรมรวมอายุได้ 72 ปี

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เรอเน เดส์การ์ต


เรอเน เดส์การ์ต


                     เรอเน เด็สการ์ตส์ หรือ เรอเน เดส์การ์ตส์ (Rene Descartes) เป็นบุตรของตระกูลขุนนางใน
เมืองตูเรน (Touraine) เขาได้รับการศึกษาในวิทยาลัยลีซูร์ (Le Sueur) ที่ลาฟูร์ช (Lafourche) และแสดงความเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็กๆ อย่างไรก็ดีเมื่ออายุได้ 16 ปีก็ต้องออกจากโรงเรียน เขาเขียนรำพันไว้ในหนังสือ Discourse on Method (ดิโคซ ออน เมธ-อัด) ในภายหลังว่า ในบรรดาวิชาการต่างๆที่เขาร่ำเรียนมานั้น วิชาปรัชญาเป็นที่ต้องกับนิสัยเขามากกว่าวิชาอื่น และเนื่องจากเป็นวิชาที่ยังไม่กำหนดหลักอะไรแน่นอนลงไป เขาจึงคิดว่าคงจะประสบความสำเร็จในทางนี้
ฉะนั้น เมื่อมีอายุพอสมควร เขาจึงออกท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆในยุโรป โดยได้แวะเยี่ยมราชสำนักและกองทัพต่างๆ เขาได้เข้าวิสาสะกับบุคคลซึ่งมีฐานะและนิสัยต่างๆกัน แล้วก็ได้รับความจัดเจนหลายประการจากการนี้ เช่นนี้เขาจึงเข้าใจว่า คงจะทำให้ประสบข้อเท็จจริงสำหรับใช้คิดปรัชญาขึ้นเองได้ เขามีจุดมุ่งหมายอยู่ว่า “..ฉันก็เกิดความกระหายอยากรู้ขึ้นอย่างแรงกล้าว่าอย่างไหนเป็นความเท็จอย่างไหนเป็นความจริง ทั้งนี้ก็เพื่อนำมาใช้ดำเนินชีวิตด้วยความมั่นคง และความสามารถเข้าใจการกระทำของตนเองได้อย่างแจ่มแจ้ง”

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ฟรานซิส เบคอน

ฟรานซิส เบคอน


ประวัติ
ฟรานซิส เบคอน เกิดวันที่ 22 มกราคม ค.ศ.1561 ที่ยอร์ค เฮาร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เกิดในตระกูลผู้ดีมีตำแหน่งทางการเมือง เข้าศึกษาที่ Trinity College แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เมื่ออายุ 12 ปี เรียนอยู่ได้ 3 ปี แล้วออกไปเพราะไม่ชอบวิธีการเรียนและหนังสือเรียน นอกจากนี้ยังได้แสดงความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออริสโตเติล และปรัชญาอัสมาจารย์ อีกด้วย    
เบคอนเป็นทั้งนักวรรณคดีและนักปกครอง และถือว่าเป็นนักการศึกษาในสมัยนี้ ด้วยเหตุที่ว่า เบคอนมีลักษณะพิเศษอยู่  ประการคือ  เป็นผู้นำแนวความคิดแนวผัสสะสัจนิยม  (Sense Realism)  และเป็นผู้สร้างตำราในการแสวงหาความรู้โดยวิธีอุปมาน (Inductive)  อันเป็นวิธีการให้การศึกษาที่สำคัญวิธีหนึ่งนอกจากนี้แล้วยังจัดได้ว่าเป็นผู้ต้นคิดสารานุกรม (Encyclopeadia)  และปรัชญาอีกด้วย
          ด้วยลักษณะพิเศษดังกล่าว ทำให้ ฟรานซิส เบคอน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะทูตอังกฤษประจำประเทศฝรั่งเศส เมื่ออายุเพียง 16 ปี จากนั้นในปี ค.ศ.1583 ขณะนั้นอายุได้ 23 ปี ก็ได้รับเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภา และได้รับเลือกอีกหลายสมัย
เบคอนเป็นนักการเมืองที่ฉลาดหลักแหลมและมีความคมคายทางการพูดมาก ในปี ค.ศ.1617 เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้เก็บรักษาดวงตราสืบแทนบิดา นอกจากนี้ในปี ค.ศ.1618 เขาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น อัครมหาเสนาบดี                                                                                      

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

อริสโตเติล

อริสโตเติล
(Aristotle,  384-322  B.C.)
อริสโตเติล  (Aristotle,  384-322  ก่อน  ค..)  เป็นนักปรัชญาชาวกรีกที่เป็นศิษย์คนสำคัญของเพลโต  และเป็นผู้ก่อตั้งสำนักลีเซียม  (Lyceum)
ปรัชญาของอริสโตเติลนั้นแม้จะมีรากฐานมาจากความคิดของเพลโต  และแนวคิดทางสุนทรียศาสตร์ของอริสโตเติลก็คล้ายกับของเพลโตในเรื่องของการเลียนแบบ  แต่หากดูในรายละเอียดแล้วจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย  โดยเฉพาะในเรื่องตำแหน่งที่อยู่ของความงามและคุณค่าของงานศิลปะ
สุนทรียศาสตร์ของอริสโตเติลได้มาจากบทความ  (เขียนประมาณ  347-342  B.C.)  ที่หลงเหลือและรวบรวมเป็นเล่ม  (ในชื่อ  Poetics)  และมีการปรับปรุงโดยอริสโตเติลและลูกศิษย์ในเวลาต่อมา  ถึงแม้เนื้อหาจะถูกเปลี่ยนแปลง  การโต้เถียงเข้มข้นและชวนสงสัย  แต่ก็มีอิทธิพลในศตวรรษต่อมาเป็นเวลายาวนาน
แนวคิดทางสุนทรียศาสตร์ของอริสโตเติล  ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดเกี่ยวกับศิลปะหลายประเภท  เช่น  กวีนิพนธ์  จิตรกรรม  ประติมากรรม  ดนตรี  โดยแนวคิดทางสุนทรียศาสตร์ของเขาได้มากจากเรื่อง  กวีนิพนธ์”  (Poetics)  ซึ่งเป็นงานชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่  โดยเชื่อกันว่าอริสโตเติลเขียนงานชิ้นนี้ในช่วงเวลา  347-342  ก่อนคริสตกาล

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

เพลโต

เพลโต
(Plato,  428-348  B.C.)
เพลโต (Plato, 428-348 ก่อน ค.ศ.) เป็นนักปรัชญาชาวกรีกที่เป็นศิษย์ของโซเครตีส และเป็นผู้ก่อตั้งสำนักอะคาเดมี (Academy) ที่เป็นแหล่งสอนศิลปะวิชาการที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น
สุนทรียศาสตร์ของเพลโตมีลักษณะเป็นระบบมากขึ้นแต่ยังไม่นับว่ามีความสอดคล้องและเป็นเอกภาพมากนัก  เพลโตเขียนปัญหาสุนทรียศาสตร์ไว้อย่างกระจัดกระจายในงานเขียนเล่มต่างๆ  ซึ่งมักมีลักษณะเป็นบทสนทนา  (dialoques)  ผลงานหลักของเพลโตแบ่งได้เป็นสองช่วง
ช่วงแรกประมาณ  399  -  387  B.C.  ระหว่างความตายของโสคราติสและการก่อตั้งอะคาเดมี  (เช่น  Ion,  Symposium,  Republic)
ช่วงหลังเขียนในเวลา  15  ปีหลังของชีวิต  (เช่น  Sophist,  Laws)  และมีอีกสองเล่มคือ  (Phaedrus)  ซึ่งขาดหลักฐานชัดเจนว่าเขียนเมื่อไร  แต่คงใกล้กับช่วงหลัง  และ  (Greater  Hippias)  ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าเพลโตเป็นผู้เขียนหรือไม่  แต่เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีความคิดที่เหมือนกับเพลโต
แม้ว่าความคิดที่เป็นระบบเกี่ยวกับความงามหรือทฤษฎีทางสุนทรียศาสตร์จะเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในปรัชญาของเพลโตเป็นครั้งแรก แต่แนวคิดทางสุนทรียศาสตร์ของเขาก็มีอยู่อย่างกระจัดกระจายในงานเขียนที่เป็นบทสนทนา (dialogue) คือ ฮิปปีอัสใหญ่ (Greater Hippias) อีออน (lon) ซิมโปเซียม (Symposium) รีพับบลิค (Republic) ซึ่งเป็นผลงานในช่วงแรก ราว 399-387 ปีก่อนคริสตศักราช และยังมีปรากฏใน โซฟิสต์ (Sophist) ฟิดรัส (Phaedrus) นิติรัฐ (Laws) ซึ่งเป็นผลงานที่เขียนเหล่านี้ได้มีอิทธิพลต่อนักคิดนักปรัชญาในรุ่นต่อๆมา

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เฮเกล ( Hegel )




เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น